ขอบเขตการศึกษา

ขอบเขตการศึกษา

               เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการศึกษาโครงการ ที่ปรึกษาจะดำเนินการศึกษาให้ครอบคลุมตามขอบเขตการศึกษาของงานด้านต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้

           1     การทบทวนเอกสารและข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับโครงการรวบรวม ตรวจสอบ ทบทวนรายงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ตลอดจนมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ข้อบังคับ และแผนงานต่าง ๆ เช่น ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด เป็นต้น รวมทั้งรายงานผลการศึกษาความเหมาะสมที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างถนนวงแหวนฝั่งใต้ จ.กาญจนบุรี ทั้งนี้ ที่ปรึกษาจะต้องสรุปผลการศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องไว้ในรายงานอย่างชัดเจน เช่น ด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

               2    การศึกษาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

                      2.1 งานรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลทั้งระดับชาติ ระดับภาค ระดับจังหวัด และในระดับพื้นที่โดยรอบของโครงการ ซึ่งข้อมูลที่จะต้องรวบรวมและวิเคราะห์ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์มวลรวม ประชากร การจ้างงาน รายได้ ข้อมูลรถจดทะเบียน ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินในผังเมืองรวมและข้อมูลด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนข้อมูลเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่สำคัญและจำเป็นต่อการจราจรในพื้นที่โครงการ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์จะต้องเป็นข้อมูลทุติยภูมิล่าสุดในช่วงที่ทำการศึกษา

                         2.2 งานศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้ม ด้านเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอื่นที่จะมีผลต่อการจราจรในอนาคต เช่น การคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของประชากร ผลิตภัณฑ์มวลรวม การจ้างงาน รายได้ และจำนวนนักท่องเที่ยว เป็นต้น เพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์ด้านการจราจร
ในอนาคต             

               3   การศึกษาด้านการจราจรและขนส่ง

                        3.1 งานรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการคมนาคมและขนส่ง รวมทั้งโครงข่ายทางที่เกี่ยวข้องทั้งในอดีตและปัจจุบัน พร้อมทั้งแผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและขนส่งในอนาคต

                        3.2 งานสำรวจรวบรวมข้อมูลด้านการจราจรขนส่ง ลงพื้นที่สำรวจภาคสนามเพื่อรวบรวมข้อมูลด้านการจราจรขนส่ง ที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์สภาพการจราจรขนส่งบริเวณพื้นที่โดยรอบของโครงการในปัจจุบัน รวมทั้งพยากรณ์แนวโน้มการจราจรในอนาคต โดยอย่างน้อยจะต้องประกอบด้วย การนับรถแยกประเภท (Classified Count) บริเวณทางแยก และบนช่วงถนน การสำรวจจุดต้นทาง – ปลายทาง (Origin – Destination Survey) การสำรวจความเร็ว (Traffic Speed Survey) การหาความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วกับปริมาณการจราจร (Speed – Volume Relationship) บนโครงข่ายทางหลวงที่เกี่ยวข้อง หรือการสำรวจอื่น ๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและจะต้องเพียงพอต่อการวิเคราะห์และพยากรณ์การจราจรทั้งหมด โดยจะต้องส่งแผนการสำรวจปริมาณการจราจรให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ เห็นชอบก่อนออกสำรวจภาคสนาม
โดยอย่างน้อยต้องประกอบไปด้วย

                     1)  การสำรวจปริมาณจราจรบนช่วงถนน (Mid-Block Classified Counts) ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง อย่างน้อย 15 จุด จุดละ 3 วัน (ช่วงวันธรรมดา 2 วัน ช่วงวันหยุด 1 วัน)

                    2) การสำรวจปริมาณจราจรบนช่วงถนน (Mid-Block Classified Counts) ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง อย่างน้อย 5 จุด จุดละ 3 วัน (ช่วงวันธรรมดา 2 วัน ช่วงวันหยุด 1 วัน) 

                    3) การสำรวจปริมาณจราจรบริเวณทางแยก (Traffic Movement Counts) ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง อย่างน้อย 15 จุด จุดละ 3 วัน (ช่วงวันธรรมดา 2 วัน ช่วงวันหยุด 1 วัน)

                    4) การสำรวจปริมาณจราจรบริเวณทางแยก (Traffic Movement Counts) ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง อย่างน้อย 5 จุด จุดละ 3 วัน (ช่วงวันธรรมดา 2 วัน ช่วงวันหยุด 1 วัน)

                   5) การสำรวจจุดเริ่มต้นทางและปลายทาง (Origin-Destination Survey) อย่างน้อย 20 จุด จุดละ 3 วัน (ช่วงวันธรรมดา 2 วัน ช่วงวันหยุด 1 วัน)

                     6) การสำรวจสภาพการจราจรในถนนโครงข่ายและทางแยกในสภาพปัจจุบัน เช่น ความเร็วในการเดินทาง เวลาในการเดินทาง ไม่น้อยกว่า 3 วัน

                 5.3.3 งานวิเคราะห์และคาดการณ์ปริมาณจราจรในอนาคต ใช้แบบจำลองด้านการจราจร (Traffic Model) ที่เหมาะสมเพื่อศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลจราจรโดยต้องทำการปรับเทียบแบบจำลองให้สอดคล้องกับข้อมูลจราจรภาคสนามจัดเก็บ ในโครงการตามข้อ 5.3.2ตลอดจนคาดการณ์ปริมาณการจราจรในอนาคตของโครงการ โดยต้องระบุผลการคาดการณ์ปริมาณจราจรตั้งแต่ปีแรกที่เปิดใช้งาน รวมทั้งอายุการใช้งานที่ 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 ปี ตามลำดับ พร้อมทั้งแสดง รูปแบบวิธีการและสมมติฐานที่ใช้ในการศึกษาอย่างละเอียด โดยผลการศึกษาที่ได้ต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ครอบคลุมถึงความต้องการในการเดินทาง

        4 การศึกษาทางเลือกและรูปแบบของโครงการ

               ดำเนินการ ศึกษาทางเลือก (Alternative Study) โดยมุ่งเน้นที่รูปแบบต่าง ๆ ของโครงการ เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมที่สุดและใช้งบลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การศึกษานี้ครอบคลุมการรวบรวม ตรวจสอบ และทบทวนการศึกษาที่เกี่ยวข้องในทุกประเด็นที่จำเป็น ทั้งในเชิงนโยบาย (Policy) กลยุทธ์ (Strategy) และแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ด้านการคมนาคมขนส่งและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงรูปแบบ เทคนิค และวิธีการก่อสร้าง ที่ปรึกษาจะต้องวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละรูปแบบการก่อสร้าง โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่เหมาะสมและชัดเจน ซึ่งอย่างน้อยต้องครอบคลุมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมนั้น จะต้องนำประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่คาดว่าจะมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นรายการผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นของแต่ละทางเลือกมาประกอบการพิจารณา โดยสามารถประยุกต์ใช้วิธีการประเมินด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมร่วมด้วยได้ นอกจากนี้ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากกิจกรรมการดำเนินการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) จะต้องถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณากำหนดทางเลือกที่มีความเหมาะสมในเบื้องต้น เมื่อวิเคราะห์จนได้ข้อสรุปแล้ว ที่ปรึกษาจะต้องนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดพร้อมทั้งเหตุผลสนับสนุนและนำเสนอปริมาณจารจรคาดการณ์บนโครงข่ายถนนและระดับการให้บริการ (Level of Service : LOS) ทั้งในกรณีที่มีและไม่มีโครงการ โดยละเอียดให้กรมทางหลวงชนบทพิจารณาเห็นชอบ

การศึกษาด้านวิศวกรรม

  • งานสำรวจแนวเส้นทางโครงการ

          จัดเตรียมแผนที่ และ/หรือ ภาพถ่ายทางอากาศ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของโครงการพร้อมทั้งทำการสำรวจเบื้องต้นเพื่อศึกษาสภาพภูมิประเทศ ลักษณะของเส้นทาง อุปสรรคสิ่งกีดขวาง สาธารณูปโภคต่าง ๆ และจุดควบคุมอื่น ๆ รวมทั้งการจัดทำแผนที่เพื่อการสำรวจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเสนอรูปแบบเชิงหลักการ (Conceptual Design) หากมีอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางต่อการปรับปรุงแก้ไขแนวเส้นทาง จะต้องมีการแนะนำแนวเส้นทางก่อสร้างหรือปรับปรุงถนนที่เหมาะสม ตลอดจนจะต้องจัดทำแผนที่แสดงแนวเส้นทางและระดับในมาตราส่วน ๑ : ๔,๐๐๐ หรือมีคุณภาพดีกว่า

  • งานสำรวจวิเคราะห์สภาพธรณีวิทยา

          ดำเนินการเจาะสำรวจดิน และรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิที่ทันสมัย เกี่ยวกับสภาพโครงสร้าง คุณลักษณะ และคุณสมบัติทางธรณีวิทยาและปฐพีกลศาสตร์ในพื้นที่ศึกษา เจาะสำรวจชั้นดินจำนวนไม่น้อยกว่า 6 จุด โดยนำเสนอตำแหน่งให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาฯ เห็นชอบก่อนดำเนินการ พร้อมศึกษาพื้นที่ ของแหล่งวัสดุและทำการตรวจสอบปริมาณ ที่ตั้ง และคุณสมบัติของวัสดุงานทาง และชั้นดินเดิมเพื่อให้ได้ ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการเสนอรูปแบบเชิงหลักการ (Conceptual Design) ทางด้านงานทางและงานโครงสร้าง เช่น สะพาน อาคารระบายน้ำ และอุโมงค์ (ถ้ามี) รวมทั้งงานด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

  • งานเสนอรูปแบบเชิงหลักการ (Conceptual Design)

           รวบรวมและศึกษาข้อมูลด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลด้านการจราจรปฐพีกลศาสตร์ ธรณีวิทยา และอุทกวิทยา เพื่อเสนอรูปแบบงานทาง งานสะพาน อาคารระบายน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นให้ได้มาตรฐาน โดยมีเป้าหมายให้สามารถเชื่อมชุมชนทั้ง 2 ข้างทางเข้าด้วยกันได้อย่างเหมาะสม และมีรูปแบบวิธีการก่อสร้างที่ดีที่สุด

          งานออกแบบเชิงหลังการ (Conceptual Design) การออกแบบจะต้องเป็นไปตามหลักวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ มาตรฐานสากลที่ทันสมัย และมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบท นอกจากนี้ รูปแบบที่เสนอยังต้องรวมถึงแนวทางในการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ จากการตรวจสอบตามรายการข้อมูลสิ่งแวดล้อม (Environmental Checklist: EC)ที่ปรึกษาอาจเสนอแนะรูปแบบการก่อสร้างแบบเป็นขั้นตอน (Staged Construction) หรือรูปแบบที่สมบูรณ์ (Ultimate Design) โดยต้องมีเหตุผลสนับสนุนข้อเสนอแนะเหล่านั้น รายละเอียดที่จัดทำขึ้นจะต้องชัดเจนเพียงพอที่ผู้เสนอรูปแบบจะสามารถดำเนินการปรับแก้แบบได้โดยสะดวกและรวดเร็วในภายหลัง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

           (1) งานศึกษารูปแบบเรขาคณิตของทางและโครงสร้างชั้นทาง

             ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเสนอรูปแบบเรขาคณิตของถนนโครงการ โดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ เช่น ปัญหาด้านอุบัติเหตุและความปลอดภัย และความจุของทาง รวมถึงการประเมินปัญหาเกี่ยวกับการทรุดตัวและเสถียรภาพของคันทาง พร้อมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น นอกจากนี้ ต้องนำเสนอรูปแบบโครงสร้างชั้นทางและผิวทางที่ต้องมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอ เหมาะสม และคุ้มค่ากับการใช้งาน

          (2) งานศึกษารูปแบบโครงสร้าง

               ศึกษาผลกระทบต่าง ๆ ที่มีผลต่อการพิจารณาเสนอรูปแบบทางด้านโครงสร้างที่จำเป็น เช่น สะพาน ทางข้าม ทางลอด ทางแยกต่างระดับ สะพานลอย กำแพงกันดิน รวมทั้งรูปแบบสะพานโครงสร้างพิเศษข้ามแม่น้ำสายหลัก (ถ้ามี) การเสนอรูปแบบเชิงหลักการต้องระบุชนิดของโครงสร้าง วัสดุที่ใช้ คุณลักษณะตำแหน่งที่ตั้ง รวมถึงมาตรฐานและวิธีการเสนอรูปแบบ รูปแบบโครงสร้างจะต้องกลมกลืนเข้ากับสภาวะแวดล้อมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังต้องวิเคราะห์เทคนิคและเสนอแนะวิธีการก่อสร้างที่เหมาะสม ประหยัด สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

           (3) งานศึกษารูปแบบระบบระบายน้ำ

               ศึกษาวิเคราะห์สภาพภูมิประเทศ พื้นที่รับน้ำ และปริมาณน้ำผิวดิน เพื่อเสนอรูปแบบระบบระบายน้ำให้เหมาะสมและเพียงพอ ระบบที่ออกแบบจะต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันปัญหาน้ำหลาก น้ำท่วมขัง และการชะล้างพังทลายในอนาคต และต้องไม่กีดขวางการระบายน้ำตามธรรมชาติ

           (4) แบ่งตอนการก่อสร้าง

                 ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์และเสนอแนวทางการแบ่งตอนการก่อสร้างให้มีความเหมาะสม โดยพิจารณาจากข้อจำกัดและปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อการดำเนินโครงการทั้งในด้านพื้นที่ เวลา วิศวกรรม และความปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินงานก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพและแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

  • งานคำนวณปริมาณงานก่อสร้างและประเมินราคา

      คำนวณปริมาณงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับโครงการ โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานด้านราคาที่เป็นปัจจุบันและเหมาะสมที่สุด พร้อมทั้งประมาณราคาค่าก่อสร้างเบื้องต้นทั้งหมดให้สอดคล้องกับรูปแบบการออกแบบเชิงหลักการ (Conceptual Design)

  • งานประเมินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

         ศึกษาและเสนอแนะแนวทางในการบำรุงรักษาคันทาง ผิวจราจร สะพาน โครงสร้าง และองค์ประกอบอื่น ๆ พร้อมทั้งประเมินค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี

  • การศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ

           ทำการศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจของโครงการโดยที่ปรึกษาจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

  • การประเมินค่าใช้จ่ายในการลงทุนเบื้องต้น ประกอบด้วย

          ประเมินค่าใช้จ่ายในการลงทุนเบื้องต้น เช่น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ค่าก่อสร้างโครงการได้แก่ งานด้านโยธา ค่าดำเนินการและบำรุงรักษาตลอดอายุโครงการรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่สามารถประเมินเป็นมูลค่าทางการเงินได้ โดยจะต้องแสดงรายละเอียดแยกไว้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ฉบับล่าสุด และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยที่ปรึกษาจะต้องแสดงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งราคาทางด้านการเงินและราคาทางด้านเศรษฐกิจ

  • การประเมินผลประโยชน์

          ศึกษา ประเมิน และแสดงที่มาของผลประโยชน์ทางตรงที่จะได้รับจากการพัฒนาโครงการ ที่สามารถประเมินเป็นมูลค่าทางการเงินได้และไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าทางการเงินได้โดยอย่างน้อยจะต้องครอบคลุมผลประโยชน์ทางตรง (Direct Benefit) ที่สามารถประเมินมูลค่าทางการเงินได้ ได้แก่ การประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ (Vehicle Operating Cost Saving : VOC Saving) การประหยัดมูลค่าเวลา (Value of Time Saving : VOT Saving) และการประหยัดมูลค่าอุบัติเหตุ (Accident Cost Saving : ACC Saving) และผลประโยชน์ทางอ้อม (Indirect Benefit) เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น อัตราการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ระยะเวลาที่ใช้ในการท่องเที่ยว เป็นต้น

  • การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ

          วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ของโครงการ โดยแสดงผลการวิเคราะห์ในรูปของอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Economic Internal Rate of Return: EIRR) อัตราผลตอบแทนต่อการลงทุน (Benefit – Cost Ratio: B/C Ratio)  มูลค่าสุทธิปัจจุบัน (Net Present Value: NPV) พร้อมทั้งวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการ (Sensitivity Analysis) ให้ครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

  • การศึกษาผลกระทบด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ที่ดิน

                ศึกษา รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นเพื่อศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่นแหล่งโบราณสถานและโบราณคดี ระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ทรัพยากรดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ สัตว์ป่าและสาธารณสุขของชุมชนที่เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ พร้อมทั้งตรวจสอบให้แน่ชัดว่าพื้นที่ของโครงการบริเวณใดบ้างที่เข้าข่ายจะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

          นอกจากนี้ จะต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม การใช้ประโยชน์ที่ดินและการชดเชยทรัพย์สินและสังหาริมทรัพย์ (ถ้ามี) ที่อาจเกิดจากการพัฒนาโครงการ โดยจะต้องดำเนินการศึกษาและทบทวนข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม ข้อมูลด้านผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อมูลด้านการโยกย้ายเวนคืน รวมทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น เป็นต้น ตลอดจนนำเสนอมาตรการ แนวทางและวิธีการในการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบด้านสังคม การใช้ประโยชน์ที่ดิน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นที่อาจเกิดจากการพัฒนาโครงการแล้วให้นำเสนอคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษา

  การมีส่วนร่วมของประชาชน

      กรมทางหลวงได้กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดโครงการ โดยมุ่งเน้นการให้ข้อมูลข่าวสารแก่กลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน มีความโปร่งใส เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสรับทราบข้อมูลความคืบหน้าของโครงการ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะได้ในทุกขั้นตอนการศึกษา แสดงดังใน รูปที่ 5-1

รูปที่ 5-1 แผนการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน